fbpx

How to เริ่มต้นแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B

How to เริ่มต้นแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B

Business-to-business หรือ การตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B เป็นวิธีการทางการตลาดประเภทหนึ่งที่ใช้ประโยชน์จากอิทธิพลจากโซเชียลมีเดียของแต่ละบุคคลเพื่อทำให้ผู้ติดตามของพวกเขารู้จักธุรกิจต่างๆมากขึ้น ผู้ติดตามของอินฟลูเอนเซอร์จะสนใจในเรื่องเดียวกันกับธุรกิจ หรือ งาน ที่อินฟลูเอนเซอร์ทำ และอินฟลูเอนเซอร์เป้นกลุ่มคนที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก อินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B ที่พบบ่อยที่สุด คือ กลุ่มที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เป็นกลุ่มที่สร้างโซเชียลมีเดียร์ขึ้นมา และคิดเคอนเทนท์คุณภาพต่างๆขึ้นมาเพื่อให้ผู้ชมของพวกเขา

การตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B เป็นแนวทางปฏิบัติที่ค่อนข้างใหม่ในวงการการตลาด มันไม่ใช่แค่การให้ดาราหรือคนดังมาโปรโมทผลิตภัณฑ์ของคุณเท่านั้น แต่ต้องเป็นการทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณดึงดูดคนที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการได้ เพื่อจะได้แนะนำผลิตภัณฑ์ของคุณต่อไป ซึ่งแบบนี้ก็จะเป็นการตลาดแบบ business-to-business  ปัจจุบันบริษัทจำนวนมากใช้ประโยชน์จากการตลาดประเภทนี้ เหตุผลก็คือราคาถูกกว่าโฆษณาแบบเดิมๆ แต่มีผลลัพธ์ที่สูงกว่ามาก

ความแตกต่างระหว่างการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2C และ B2B

#1

ความแตกต่างที่เห้นได้ชัด ระหว่างการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2C และ B2B คือ แคมเปญ B2C เน้นไปที่ผู้บริโภค ในขณะที่แคมเปญ B2B จะเน้นไปที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม การตลาดด้วย

อินฟลูเอนเซอร์แบบ B2C ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ แต่การตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบริษัทและการบริการมากกว่า อธิบายอีกอย่าง คือ แคมเปญแบบ B2C แบรนด์หรือบริษัทจะทำงานร่วมกับคนดังหรืออินฟลูเอนเซอร์ขนาดเล็กเพื่อโปรโมตผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ตัวอย่างเช่น แบรนด์ แฟชั่น อาจเลือกนางแบบหรือนักแสดงมาโปรโมทเสื้อผ้า ให้ถ่ายภาพ แต่แคมเปญแบบ B2B แบรนด์จะทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมและไอเดียที่สามารถสร้างคอนเทนท์ที่สร้างสรรค์เพื่อช่วยให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น

#2

As mentioned, B2C Influencers are usually celebrities or social media stars who have large followings of people who want to buy the products they promote. On the other hand, B2B Influencers are often respected experts in their field with large followings of their own. This means that B2B influencers might not have as many followers, but they are more likely to have an influence on their audience.

#2

ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น อินฟลูเอนเซอร์แบบ B2C มักจะเป็นคนดังหรือดาราในโซเชียลมีเดียที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากที่ต้องการซื้อผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาโปรโมต ในทางกลับกัน อินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B มักจะได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้เชี่ยวชาญในสาขาของพวกเขาและมีผู้ติดตามจำนวนมากที่อยู่ในกลุ่มความสนใจเดียวกัน ซึ่งหมายความว่าอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B อาจมีผู้ติดตามไม่เยอะมาก แต่มีอิทธิพลต่อผู้ที่ติดตามพวกเขา

#3

อินฟลูเอนเซอร์แบบ B2C มีเป้าหมายหลักคือการสร้างคอนเทนท์วิดีโอที่กำลังเป็นกระแสอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดียและต้องการให้ผู้ที่เห็นมาซื้อผลิตภัณฑ์  แต่สำหรับการใช้อินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B มีเป้าหมายหลักคือการสร้างให้เกิดกลุ่มผู้ใช้จริงเพื่อให้เกิดโอกาสในการขาย นี้คือเหตุผลที่แคมเปญแบบ B2B มักจะจัดขึ้นบนแพลตฟอร์มโวเชียลมีเดีย เช่น Facebook และ YouTube แทนที่จะเป็น Instagram และ TikTok ที่มีผู้ชมอายุน้อยกว่ามาก

#4

ความแตกต่างที่สำคัญอีกประการระหว่างการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2C และ B2B คือ บริษัท B2C ใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อเข้าถึงผู้ชมที่กว้างขึ้น ในขณะที่บริษัท B2B ให้ความสำคัญกับอิทธิพลของแต่ละบุคคลมากกว่า ในการทำการตลาดด้วยอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B จะมีกลุ่มเป้าหมาที่เฉพาะเจาะจงมากกว่า ทำให้การเตรียมแคมเปญค่อนข้างยากกว่า นอกจากนี้ การวัดผลสำหรับแคมเปญแบบ B2C นั้นง่ายกว่ามาก เพราะแคมเปญแบบ B2B มุ่งเน้นไปที่การสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์และการกำหนดเป้าหมายในธุรกิจอื่น ๆ และกลุ่มเป้าหมายที่มีขนาดเล็กลง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจในบริษัทอื่นหรือธุรกิจอื่นๆ

สิ่งสำคัญคือคุณต้องรู้ว่าการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ทั้งสองประเภทมีข้อดีและข้อเสีย แต่ละประเภทที่คุณเลือกขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในธุรกิจของคุณ

เคล็ดลับในการสร้างแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B

แคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B ที่ดีควรมีสามองค์ประกอบหลัก: สิ่งที่แบรนด์ต้องการจะสื่อ คอนเทนท์เนื้อหา และอินฟลูเอนเซอร์ สิ่งที่ต้องการจะสื่อควรมีความชัดเจนและรัดกุม ใช้คำที่กระตุ้นการตัดสินใจที่สำคัญเพียงคำเดียว อินฟลูเอนเซอร์ควรมีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์และเป็นที่ยอมรับต่อสังคม เนื้อหาคอนเทนท์ควรส่งเสริมสิ่งที่แบนรนด์ต้องการจะสื่อและมีคำที่กระตุ้นการตัดสินใจ

สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือค้นหาอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณและจะเข้าถึงกับกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่คุณต้องการได้เป้นอย่างดี คุณต้องตรวจสอบให้แน่ใจด้วยว่าอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีกลุ่มเป้าหมายลูกค้าที่คุณต้องการหรือไม่ ขั้นตอนที่สองคือการสร้างเนื้อหาคอนเทนท์สำหรับแคมเปญการตลาดของอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B ต้องมีความน่าสนใจมากพอเพื่อที่คนจะได้เแชร์สินค้าและการบริการของคุณต่อๆไปยังผู้อื่นในกลุ่มที่สนใจเรื่องเดียวกัน สิ่งนี้จะช่วยให้คุณได้รับผลลัพธ์ที่สูงมากๆจากแคมเปญบนโซเชียลมีเดีย ขั้นตอนที่สามคือการกำหนดเป้าหมายผู้ชมของคุณโดยการโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่เหมาะสมเช่น Facebook หรือ YouTube คุณยังสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิงลึกจากการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมานของคุณเพื่อกำหนดเป้าหมายเฉพาะกลุ่มที่คุณต้องการโดยการใช้เนื้อหาที่แตกต่างกันเพื่อเพิ่มอัตราการมีส่วนร่วมที่มากขึ้น

แคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B มีสามประเภท: แคมเปญแบบอีเวนท์ แคมเปญแบบออนไลน์ และแคมเปญแบบวิดีโอ แต่ละประเภทมีข้อดีและข้อเสียของตัวเอง แคมเปญแบบอัเวนท์ ที่ได้เจอตัวต่อตัวเป็นเรื่องที่สนุกและเหมาะสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ แต่การวางแผนงานค่อนข้างใช้เวลานาน และอาจมีค่าใช้จ่ายที่สูง แคมเปญออนไลน์ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น แต่ขาดการปฎิสัมพันธ์เทมื่อเทียบกับอีเวนท์แบบตัวต่อตัว แคมเปญวิดีโอเป็นวิธีที่จะรวมเอาภาพและเสียงไว้ด้วยกัน แต่ยังก็ต้องต้องใช้เวลาและอุปกรณ์ที่มากมาก

ควรเริ่มจากตรงไหน

ตามที่กล่าวไว้ เนื่องจากการมีกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะและขั้นตอนที่ซับซ้อน แคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B จึงจัดการได้ยากกว่ามาก บริษัทมักประสบปัญหาในการหาอินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B ให้เหมาะสมกับแคมเปญ  เพราะมันค่อนข้างหายาก ในแต่ละแคมเปญก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ในแต่ละแคมเปญต้องใช้คอนเทนท์และการสร้างเนื้อหาที่แตกต่างกันออกไป ที่สำคัญที่สุด แบรนด์ต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าแคมเปญของพวกเขาต้องไม่เหมือนแคมเปญแบบ B2C ควรมีกลยุทธ์ที่เป็นเอกลักษณ์และเป็นมืออาชีพ

ดังนั้นจึงขอแนะนำอย่างยิ่งให้บริษัทต่างๆจ้างเอเจนซี่ที่เป็นมืออาชีพ ที่มีประสบการณ์ในการทำงานด้านการตลาดด้วยการใช้อินฟลูเอนเซอร์แบบ B2B แทนที่จะใช้ทีมงานภายในบริษัท เพราะบริษัทเอเจนซี่ที่มีชื่อเสียงสามารถช่วยค้นหาอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามที่เกี่ยวข้องและเป็นผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาที่ต้องการได้ อีกทั้งบริษัทยังสามารถแนะนำอินฟลูเอนเซอร์ในการสร้างเนื้อหาคอนเทนท์ที่มีประสิทธิภาพตามความต้องการของแต่ละแคมเปญได้ด้วย ท้ายที่สุดแล้ว เพื่อให้ไดเนื้อหาคอนเทนท์คุณภาพสูงและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เพราะการที่เข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่ไม่เกี่ยวข้องถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับธุรกิจ

, , ,
Previous Post
การหา Influencer ที่เหมาะสมกับแคมเปญของคุณ
Menu