fbpx

การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง VS การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ในไทย

การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง

“การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง” (celebrity endorsement) กับ “การตลาดอินฟลูเอนเซอร์” (influencer marketing) กลายมาเป็นหัวข้อสนทนาถกเถียงในวงการนักการตลาดทั่วไปในปัจจุบัน การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาทำการโปรโมตแบรนด์ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ทั้งยังเป็นแนวทางการตลาดหลักที่ได้รับความนิยมมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะในประเทศไทยที่วิธีเช่นนี้เป็นกลยุทธ์หลักในการทำการตลาดที่ธุรกิจหรือแบรนด์จำนวนมากเลือกใช้ 

แต่เมื่อโซเชียลมีเดียทวีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันมากยิ่งขึ้น จึงมีการนำโซเชียลมีเดียเข้ามาใช้สำหรับการทำการตลาดมากยิ่งขึ้นออย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ธุรกิจต่างๆจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ จะเห็นได้จากหลายแบรนด์ทำการตลาดอินฟลูเอนเซอร์แล้ว ส่งผลให้ ROI เพิ่มขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับการทำโฆษณาทั่วไป 

อย่างไรก็ตาม การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงยังเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบัน แต่กลยุทธ์การตลาดทั้ง 2 แบบนี้ก็มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนั้น แบรนด์จำเป็นต้องทราบถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของทั้งสองกลยุทธ์อย่างทะลุปรุโปร่ง โดยบทความชิ้นนี้ เราจะพาคุณไปสำรวจข้อเด่นและข้อด้วยของกลยุทธ์การตลาดทั้งสองแบบนี้ และอธิบายว่าการตลาดแบบใดดีที่สุดสำหรับคุณ

การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง 

การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง เป็นรูปแบบการโฆษณาที่ใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง ที่มีคนรู้จักในวงกว้างจากสาขาต่างๆ เช่น ดารานักแสดง นักกีฬา หรือแม้แต่นักการเมือง มาโฆษณาแบรนด์ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาชื่อเสียง ความนิยม และสถานะของบุคคลนั้นๆ เพื่อทำการโปรโมทสินค้าหรือบริการ หรือสร้างการรับรู้ของแบรนด์ผ่านบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยบุคคลเหล่านี้จะอยู่ในฐานะพรีเซนเตอร์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ หรือเป็นภาพลักษณ์ที่น่าจดจำของแบรนด์นั้นๆ    

แบรนด์จำนวนมากในโลกนี้ ดำเนินกลยุทธ์การตลาดชนิดนี้ มาเป็นเวลาอย่างยาวนานหลายทศวรรษแล้ว ตัวอย่างเช่น Ryan Gosling นักแสดงชาวแคนาดาที่โด่งดัง ได้รับเลือกให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Gucci ขณะที่ นํ้าหอม Chanel’s No.5 ได้เลือก Brad Pitt, Nicole Kidman, และ Audrey Tautou เข้าร่วมการโปรโมตผลิตภัณฑ์ ส่วนในประเทศไทยเอง ดารานักแสดง ผู้มีชื่อเสียง จำนวนมากก็ปรากฎตัวบนโฆษณาไม่ว่าจะเป็น ณเดชน์ คูกิมิยะ หรือ ญาญ่า อุรัสยา ก็ดี ต่างก็ปรากฎตัวในโฆษณาของแบรนด์ต่างๆเป็นจำนวนมาก

ศักยภาพของการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง

แน่นอนว่าการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงในการโฆษณามีพลังมากในการสร้างอิมแพ็คให้กับยอดขายของแบรนด์อย่างมีนัยยะสำคัญ จากผลการศึกษาพบว่า การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงเพียง 1 ครั้ง สามารถเพิ่มยอดขายได้ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ในทันที เพราะบุคคลที่มีชื่อเสียงเหล่านี้เป็นผู้การันตีชื่อเสียง สร้างเครดิต และตำแหน่งแห่งที่ของแบรนด์นั้นๆ ผ่านชื่อเสียงความโด่งดังของตนเองในวงการต่างๆให้กับแบรนด์ 

ความน่าดึงดูดน่าสนใจของตัวเซเลบริตี้

จุดแข็งของการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงคือ ความน่าดึงดูดน่าสนใจจากตัวของพวกเขาเอง ที่สามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านตัวตนของพวกเขาได้ในวงกว้าง เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างทั่วถึงโดยไม่ต้องสงสัย ที่จะทำให้เกิดการรับรู้แบรนด์และสร้างผลกำไรให้กับแบรนด์เป็นอย่างมาก ในขณะเดียวกัน จะมีความรู้สึกที่ดีต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์เพิ่มมากขึ้นไปอีก การจดจำแบรนด์จะเป็นการจดจำผ่านชื่อของบุคคลที่มีชื่อเสียงที่โฆษณาแบรนด์นั้นๆ ดังนั้น การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงสามารถช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจดจำแคมเปญการตลาดได้ในระยะยาว รวมไปถึง การจดจำภาพลักษณ์แง่บวกของแบรนด์ผ่านตัวของเซเลบริตี้นั่นเอง        

เครดิตของตัวเซเลบริตี้

การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เครดิตหรือความน่าเชื่อถือนี้เองคือ ปัจจัยสำคัญที่จะสร้างการรับรู้ภาพลักษณ์ในเชิงบวกให้กับแบรนด์ที่มีต่อผู้บริโภค ส่งผลต่อความน่าสนใจน่าดึงดูดให้กับแคมเปญการทำการตลาดผ่านชื่อเสียงของบุคคลที่มีชื่อเสียงนั้นๆ แบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ที่เซเลบริตี้โปรโมทจะมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ที่จะช่วยทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจในการซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น มากไปกว่านั้น การที่ผลิตภัณฑ์ได้รับการโปรโมทจากบุคคลที่มีชื่อเสียงยังจะช่วยสร้างอารมณ์ร่วมและทัศนคติเชิงบวกของผู้บริโภคจากโฆษณาตัวดังกล่าวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย ที่แน่นอนว่าจะสร้างผลลัพธ์ให้กับแบรนด์ได้อย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ข้อเสียของการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง  

ข้อเสียของการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงที่สำคัญที่สุดคือ ค่าใช้จ่ายที่สูง ยิ่งบุคคลที่มีชื่อเสียงมากเท่าไร ค่าตัวก็เพิ่มสูงขึ้นมากเท่านั้น จากรายงานของ Bangkok Post พบว่าค่าตัวของบุคคลที่มีชื่อเสียงไทยมีมูลค่าโดยเฉลี่ยที่ 3-5 ล้านบาทสำหรับการทำโฆษณาทางโทรทัศน์ ขณะที่ การออกงานอีเว้นท์เพื่อการโปรโมทสินค้าเพียงระยะเวลาสั้นๆมีมูลค่าสูงสุด 350,000 บาท ด้วยงบประมาณที่สูงเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ธุรกิจขนาดเล็กหรือธุรกิจที่เพิ่งเปิดกิจการจะเลือกใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อการโปรโมทสินค้าเพื่อให้เกิดการรับรู้ในตัวแบรนด์

การตลาดอินฟลูเอนเซอร์คือทางออก?

การตลาดอินฟลูเอนเซอร์คือ กรอบวิธีคิดการตลาดที่ถูกนำมาเปรียบเทียบกับการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน การตลาดอินฟลูเอนเซอร์เป็นการทำแคมเปญการตลาดด้วยการร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ จากการสื่อสังคมออนไลน์ของตัวอินฟลูเอนเซอร์เอง ขณะเดียวกัน มีเอเจนซี่ ผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมให้คำแนะนำปรึกษาเป็นจำนวนมากในแขนงนี้ อินฟลูเอนเซอร์มีอิทธิพลต่อผู้ชมผู้ติดตาม ผ่านการสร้างเนื้อหา แบ่งปันข้อมูล จากความรู้ ประสบการณ์ และการรีวิวของพวกเขา ซึ่งในปัจจุบันการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีพลังอย่างมากในอุตสาหกรรมการตลาด

การเพิ่มจำนวนของผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกเชื่อมั่นในตัวอินฟลูเอนเซอร์ มากกว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงโดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในประเทศไทยก็เช่นกัน ประชากรมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ล้วนใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ ดังนั้น เราสามารถกล่าวสรุปได้คร่าวๆว่า นักการตลาดในปัจจุบันต่างเลือกกลยุทธ์การตลาดอินฟลูเอนเซอร์มากกว่าการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง

ศักยภาพของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์  

เข้าถึงกลุ่มผู้ชมเป้าหมายที่เกี่ยวข้องได้แม่นยำ

แน่นอนว่าการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงสามารถสร้างการรับรู้ของแบรนด์ได้เป็นวงกว้าง แต่การตลาดอินฟลูเอนเซอร์สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้องได้แม่นยำกว่า เพราะว่ามีอินฟลูเอนเซอร์ที่ทำเนื้อหามีความเฉพาะเจาะจงต่อกลุ่มผลิตภัณฑ์และการบริการมากกว่า ที่มาพร้อมกับความรู้ ความสนใจ ข้อมูลเชิงลึกจากแขนงนั้นๆ ส่วนผู้ติดตามของอินฟลูเอนเซอร์เองก็มีความสนใจและยอมรับอินฟลูเอนเซอร์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนั้นๆ 

สำหรับแบรนด์ต่างๆ การร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ที่ถูกต้องตรงกับประเภทของสินค้าและบริการ จะทำให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ จากการแนะนำของอินฟลูเอนเซอร์ที่ส่งไปยังผู้ติดตาม ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคมากกว่าเดิม โดยเนื้อหาของการโฆษณาผ่านอินฟลูเอนเซอร์ควรมีเนื้อหาที่ฟังดูเป็นการโฆษณาน้อยที่สุด แต่ต้องเป็นเนื้อที่น่าสนใจทำให้ผู้ชมเห็นว่าอยากเปิดใจใช้ผลิตภัณฑ์ของคุณ   

ค่าใช้จ่ายที่คุ้มค่าต่อการลงทุน

แคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ใช้งบประมาณในการจัดทำน้อยมาก เมื่อเทียบกับการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงที่ต้องใช้งบมหาศาล โดยการตลาดอินฟลูเอนเซอร์เป็นกลยุทธ์การตลาดที่ใช้งบประมาณน้อย แต่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ สร้างผลลัพธ์ยอดขายได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยสามารถลดต้นทุนการโปรโมทได้

เมื่อเปรียบเทียบการโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง การทำแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล เนื่องจากอินฟลูเอนเซอร์มีความสามารถในการผลิตเนื้อหา ทุกวันนี้ อินฟลูเอนเซอร์กำลังเข้าไปแทนที่นางแบบหรือช่างภาพในการทำแคมเปญการตลาด เพราะพวกเขาสามารถทำเนื้อหาทั้งหมดได้ด้วยตัวของอินฟลูเอนเซอร์เอง ภายใต้งบประมาณจากแบรนด์หรือธุรกิจเพียงก้อนเดียว และแน่นอนว่างบประมาณดังกล่าวน้อยกว่าการว่าจ้างบุคคลที่มีชื่อเสียงเสียอีก

นอกจากนี้แบรนด์สามารถเลือกอินฟลูเอนเซอร์ในระดับต่างๆได้ จากงบประมาณที่ตั้งเอาไว้ เพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่ามากที่สุด แบรนด์จำนวนมากมักจะร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ในระดับล่างเช่น Micro หรือ Nano อินฟลูเอนเซอร์ซึ่งมีค่าตัวถูกกว่าอินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับความนิยมสูง อย่างไรก็ตาม อินฟลูเอนเซอร์ทั้งหมดล้วนมีความสัมพันธ์กับผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นอยู่แล้ว       

อัตราเอนเกจเมนต์ที่สูง

อัตราการเอนเกจเมนต์คือข้อดีของการทำการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ เพราะเป็นการบอกว่าผู้บริโภคมีส่วนร่วมในเนื้อหาหรือไม่ อัตราการเอนเกจเมนต์ที่สูงบ่อยครั้งเป็นตัวแสดงอัตราการเติบโตของ ROI สำหรับธุรกิจ ซึ่งการตลาดอินฟลูเอนเซอร์จะทำการกระตุ้นแคมเปญการตลาดผ่านการเอนเกจเมนต์ของอินฟลูเอนเซอร์กับผู้ชมที่มีความสัมพันธ์ที่เหนียวแน่นกว่าคนดังต่างๆ 

การโปรโมทแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ของอินฟลูเอนเซอร์ผ่านโพสต์จะถูกแชร์ไปยังผู้ติดตาม ผู้ที่ได้รับชมเนื้อหาของอินฟลูเอนเซอร์จะทำการเอนเกจผ่านการแชร์เนื้อหา กดไลค์ และการคอมเมนต์ในโพสต์ การสื่อสารระหว่างอินฟลูเอนเซอร์และผู้ติดตามนี้เอง จะช่วยให้แบรนด์เชื่อมโยงกับกลุ่มเป้าหมายในการทำการตลาดมากขึ้น ในขณะที่ การโฆษณาโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงสามารถเข้าถึงผู้ชมได้กว้างขวางกว่าในระดับหลายล้านคน ซึ่งแตกต่างจากการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ที่เน้นไปที่การเอนเกจตัวแบรนด์จากแคมเปญการตลาดเป็นหลัก ซึ่งจะทำให้ผู้ติดตามเหล่านี้กลายมาเป็นลูกค้าในอนาคตของแบรนด์เอง 

ข้อจำกัดของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์

แน่นอนว่าการทำแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้ประสบความสำเร็จทุกครั้งไป เพราะปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ การคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสม ซึ่งแบรนด์มีความจำเป็นอย่างมากในการลงทุนทำการค้นหาข้อมูลเชิงลึกของแบรนด์เพื่อที่จะระบุอินฟลูเอนเซอร์ที่เหมาะสมสำหรับแคมเปญการตลาดจริงๆ จากผลสำรวจล่าสุด ร้อยละ 60 ของนักการตลาดประสบปัญหาในการคัดเลือกอินฟลูเอนเซอร์ เพราะแบรนด์จะต้องสามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่า อินฟลูเอนเซอร์สไตล์ไหนและกลุ่มผู้ชมแบบไหนที่เหมาะสมกับแบรนด์ ดังนั้น จึงเป็นขั้นตอนที่ตัวแบรนด์เองต้องทำการสำรวจอย่างจริงจัง 

ในอีกทางหนึ่งการทำการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ ต้องระวังอินฟลูเอนเซอร์ที่ปั่นยอดผู้ติดตามและการเอนเกจเมนต์ด้วยการซื้อ โดยปกติอัตราค่าตัวของอินฟลูเอนเซอร์จะขึ้นอยู่กับยอดผู้ติดตามและการเอนเกจเมนต์ ดังนั้น อินฟลูเอนเซอร์จำนวนมากจึงซื้อยอดผู้ติดตามและการเอนเกจเมนต์เพื่อสร้างโปรไฟล์ของตนเอง ในการเรียกค่าตัว ซึ่งจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์และยอดขายในระหว่างการทำแคมเปญ ทั้งยังอาจทำให้ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ลดลงเมื่อร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์ที่หลอกลวงนี้

Influencer House

เพื่อผลลัพธ์ของการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ที่ประสบความสำเร็จ การคัดสรรอินฟลูเอนเซอร์จะต้องวางอยู่บนคุณค่าของแบรนด์และเป้าหมายที่แบรนด์วางไว้ Influencer House มีความเชี่ยวชาญที่จะช่วยแบรนด์ของคุณดำเนินกลยุทธ์การตลาดอินฟลูเอนเซอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วย AI Powered Real Time Data Measurement และ Anti-Fraud Technology ที่จะช่วยให้แคมเปญการตลาดของคุณได้ผลลัพธ์ที่ดีมากและได้รับการป้องกันจากการถูกหลอกลวง 

Influencer House มีอินฟลูเอนเซอร์มากกว่า 20,000 ท่านที่พร้อมร่วมงานกับท่าน จากหลากหลายวงการและภาคส่วนทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากคุณต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อเราผ่าน website หรือส่งอีเมล์มาที่ inquiries@influencerhouse.co.th ได้เลยค่ะ 

Previous Post
ทำแคมเปญการตลาดด้วย TikTok Challenge อย่างไรให้ปัง
Next Post
ไอเดียแคมเปญการตลาดอินฟลูเอนเซอร์วันวาเลนไทน์
No results found.